ดร.ธเนศ วีระศิริ ให้เกียรติมอบองค์พระวิษณุกรรมพร้อมลงนามแก่ คุณเวไนย์ มาสสอน

ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ให้เกียรติมอบองค์พระวิษณุกรรมพร้อมลงนามแก่ คุณเวไนย์ มาสสอน ที่ร่วมเช่าบูชาองค์พระวิษณุกรรม เนื่องในโอกาสครบ 75 ปี วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หากท่านสนใจเช่าบูชาองค์พระวิษณุกรรม สามารถติดต่อได้ที่ 02 184 4600-9 ต่อ 500 นะคะ หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://eit.or.th/bu-engineer-2560.pdf

รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ร่วมสมทบทุนบริจาคในโครงการห้องสมุดเพื่อน้อง

ท่านผู้ใหญ่ใจดี รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ ประธานมูลนิธิวิศวโยธาลาดกระบัง มอบเงินจำนวน 150,000 บาท สนับสนุนโครงการห้องสมุดเพื่อน้อง ให้กับโรงเรียนบ้านท่าเยี่ยมโนนคอม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ กำลังก่อสร้างอยู่ขณะนี้ค่ะ เป็นโครงการร่วมฉลองครบรอบ 75 ปี สมาคมฯ ดร.ธเนศ วีระศิริ นายก วสท. รับมอบด้วยความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ของสมาคมตลอดมา และขณะนี้ยังรับเงินบริจาคอยู่นะคะ ท่านใดประสงค์บริจาคติดต่อได้ที่ 02-1844600-9 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.eit.or.th

 

วสท. ประกาศรับสมัครงาน

ประกาศรับสมัครงาน

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เป็นสมาคมวิชาชีพด้านวิศวกรรม ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2486 ดำเนินงานภายใต้การบริหารของคณะกรรมการอำนวยการ มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริม และเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาชีพ ตลอดจนมาตรฐานการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม และการรักษาจรรยาบรรณแห่งการปฏิบัติวิชาชีพ เพื่อให้วิศวกรไทยมีคุณภาพมาตรฐานทัดเทียมนานาอารยประเทศในการแข่งขั้นในเวทีโลก เพื่อประโยชน์ และความปลอดภัยของสาธารณชน จนเป็นที่ยอมรับ
จากภาครัฐ และเอกชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 75 ปี

สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 487 ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์ 0-2184-4600-9 โทรสาร 0-2184-4662 E-mail: eit@eit.or.th www.eit.or.th

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ต้องการรับสมัครพนักงานที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยกันพัฒนามาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรมในตำแหน่ง
ดังต่อไปนี้

ตำแหน่ง: วิศวกรโยธา จำนวน 1 อัตรา
ตำแหน่ง: วิศวกรไฟฟ้า จำนวน 1 อัตรา

เงินเดือน ตามประสบการณ์

คุณสมบัติ
– เพศชายหรือหญิง อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป (กรณีเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารแล้ว)
– สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (สาขาวิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า) ขึ้นไป
– มีทักษะในการติดต่อสื่อสาร ทั้งการพูด และการเขียนในเกณฑ์ดีมาก
– มีความรู้ และทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ พูด อ่าน เขียน อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
– มีความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Microsoft Office) อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
– มีประสบการณ์ในการจัดทำหนังสือ คู่มือ ตำรา และมาตรฐานทางด้านวิศวกรรม จะพิจารณาเป็นพิเศษ

รายละเอียดของงาน
– ค้นคว้า พัฒนา และปรับปรุงมาตรฐานให้ทันสมัย และมีคุณภาพ
– จัดการร่างมาตรฐานประกอบวิชาชีพ และคำอธิบาย
– จัดทำคู่มือประกอบมาตรฐาน
– ตรวจพิสูจน์อักษรต้นฉบับหนังสือก่อนพิมพ์
– จัดการประชุม และจดบันทึกรายงานการประชุม
– จัดทำคำนิยาม และความหมาย
– การแปลภาษาตามที่ได้รับมอบหมาย
– จัดทำรูปเล่มมาตรฐาน และไฟล์ประกอบการบรรยายมาตรฐาน

สวัสดิการ
– ทำงานวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น.
– ประกันสังคม

เอกสารการสมัคร
– ประวัติย่อ และรูปถ่าย
– สำเนาบัตรประชาชน
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร (สำหรับเพศชาย)
– สำเนาวุฒิการศึกษา

วิธีการสมัคร
– ส่งใบสมัครผ่านทาง e-mail
– ส่งจดหมายผ่านทางไปรษณีย์
สมัครด้วยตนเอง ได้ที่
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (นางสาวอัจราภรณ์ รอดเกลี้ยง)
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)
487 ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์ 0-2184-4600-9 ต่อ 516 โทรสาร 0-2184-4662 E-mail: ach_eit@eit.or.th
และสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดพร้อมใบสมัครงาน โดยคลิกที่นี่

ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2561

วสท.ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ตึก ตรอกสิบเบี้ย แถวย่านสำเพ็ง รายการ “ทันข่าว”

วสท.ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ตึก ตรอกสิบเบี้ย แถวย่านสำเพ็ง (ออกอากาศทางช่อง 5) รายการ “ทันข่าว”

ทช. ผนึก วสท. พัฒนาบุคลากร พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการ (siamturakij)

กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรม โดยตระหนักถึงความสำคัญในมาตรฐานงานวิศวกรรม และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบการจัดการศึกษา สายวิชาการ สายวิชาชีพ และฝึกอบรม ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและที่เกี่ยวข้อง อันจะเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างกว้างขวาง และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ โดยมี นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท และ ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสมาคม วสท. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ในการนี้ มีผู้บริหารกรมทางหลวงชนบท และผู้แทน วสท. ส่วนภูมิภาค ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมธารสิทธิ์พงษ์ กรมทางหลวงชนบท บางเขน กรุงเทพฯ

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า สำหรับภารกิจเร่งด่วน กรมทางหลวงชนบทจะร่วมกับ วสท. ทั้ง วสท.ส่วนกลาง และ วสท. ส่วนภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค พัฒนาผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับต้น (Inspector) ของกรมทางหลวงชนบท เพื่อให้เป็นหนึ่งในบุคลากรหลักสำหรับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งประกอบด้วยผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับต้น (Inspector) ผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับกลาง (Auditor) และผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับอาวุโส (Senior Auditor)

รวมไปถึงพัฒนาบุคลากรของผู้รับจ้างก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษาด้านสำรวจออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ที่ทำงานร่วมกับกรมทางหลวงชนบท ให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางของกรมได้ เพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับแนวทางของกรมทางหลวงชนบทนอกเหนือจากการพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัย กรมทางหลวงชนบทยังได้พัฒนาระบบ Road Safety Audit System (RSAS) สำหรับใช้ประเมินความปลอดภัยของทางหลวงชนบทตามวิธีการสากล เพื่อให้การดำเนินงานด้านความปลอดภัย ของกรมทางหลวงชนบท เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

ทั้งนี้ เพื่อให้การบูรณาการของทั้ง 2 หน่วย มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรมขึ้น เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้ทางหลวงชนบทต่อไป

เครดิต : siamturakij

วสท.ลงนาม MOU กับกรมทางหลวงชนบท ยกระดับวิศวกรรมทางและพัฒนาผู้ตรวจสอบความปลอดภัยตามระบบสากล RSAS (Thai PR)

ทางหลวงชนบทซึ่งปัจจุบันมีความยาวทั้งประเทศรวม 45,000 กิโลเมตร เปรียบเสมือนเส้นโลหิตฝอยที่หล่อเลี้ยงท้องถิ่นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศและเชื่อมต่อชุมชนทุกภูมิภาคเข้าด้วยกัน วิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อผนึกพลังความร่วมมือด้านเทคโนโลยีวิศวกรรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของคมนาคมและโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยแก่ประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่ยั่งยืนตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับสากล พร้อมมุ่งสร้าง ผู้ตรวจสอบ 3 ระดับและพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมการทางทั่วประเทศใน 5 ภาค เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ทั้งนี้มีนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวกับ ดร.ธเนศ วีระศิริ นายก วสท. พร้อมด้วยสักขีพยาน ณ ห้องประชุมธารสิทธิ์พงษ์ กรมทางหลวงชนบท กรุงเทพฯ

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ” ภารกิจเร่งด่วนที่กรมทางหลวงชนบท จะร่วมกับ วิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ทั้ง วสท.ส่วนกลาง และ วสท.ในส่วนภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค คือ การยกระดับและพัฒนาวิศวกรรมการทางสู่สากล พัฒนาสร้างผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับต้น (Inspector) ของกรมทางหลวงชนบท เพื่อให้เป็นหนึ่งในบุคลากรหลักสำหรับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของกรมทางหลวงชนบทตามหลักวิศวกรรมสากล ซึ่งประกอบด้วย ผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับต้น (Inspector) ผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับกลาง (Auditor) และผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางระดับอาวุโส (Senior Auditor) รวมไปถึงพัฒนาบุคลากรของผู้ประกอบการรับจ้างก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษาด้านสำรวจออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งทำงานร่วมกับกรมทางหลวงชนบท ให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบความปลอดภัยงานทางของกรมได้ ทั้งยังส่งเสริมเรื่องระบบที่กรมทางหลวงชนบทได้พัฒนา Road Safety Audit System (RSAS) สำหรับใช้ในการประเมินความปลอดภัยของทางหลวงชนบทตามวิธีการสากล เพื่อให้การดำเนินงานด้านความปลอดภัย แก่ประชาชนและสังคมเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ “

ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ” ทางหลวงชนบทซึ่งปัจจุบันมีความยาวทั้งประเทศรวม 45,000 กิโลเมตร เปรียบเสมือนเส้นโลหิตฝอยที่หล่อเลี้ยงท้องถิ่นทั่วประเทศและเชื่อมต่อชุมชนทุกภูมิภาคเข้าด้วยกัน จากความร่วมมือของ กรมทางหลวงชนบท และ วสท.ครั้งนี้ จะเสริมสร้างทางหลวงชนบทให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยทั้งในระยะก่อนก่อสร้าง ระหว่างก่อสร้างและหลังก่อสร้างเสร็จ มีความสะดวกในการขับขี่และขนส่งก็จะต้องได้รับการตรวจสอบจากวิศกรการทางที่มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนการบริหารจัดการและการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพมาตรฐานตามหลักวิศวกรรมสากล จะเป็นผลดีช่วยลดอุบัติเหตุและการสูญเสีย เสริมสร้างพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนของประเทศให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) การท่องเที่ยวในชุมชนและธุรกิจไมโคร SME เพิ่มโอกาสการจ้างงานในชุมชนและคมนาคมเมืองรอง ที่เชื่อมโยงให้ผู้ผลิต ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้เข้าถึงกันอย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ”
MOU ข้อตกลงระหว่างสององค์กร กรมทางหลวงชนบท และ วสท.ครั้งนี้ครอบคลุมความร่วมมือดังนี้ 1.แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการให้ความร่วมมือด้านความรับผิดชอบทางสังคม 2.สนับสนุนวิชาการและวิชาชีพด้านวิศวกรรมที่เกียวกับงานพัฒนาบุคลากรทั้งส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค ด้านงานก่อสร้าง งานสิ่งแวดล้อม งานความปลอดภัย และงานด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างมาตรฐานวิชาชีพในการทำงานของบุคลากรด้านวิศวกรรม 3.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพวิศวกรรมระหว่างทั้งสององค์กรเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูดสุดในการปฏิบัติงาน 4.สนับสนุนและพัฒนาให้บุคลากรด้านวิศวกรรมที่มีความรู้ความสามารถและก้าวทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

คลี่ปมไฟไหม้สำเพ็ง-คาด 15 วันรู้ผล สั่งปิดพื้นที่หวั่นตึกข้างเคียงอันตราย-รับผลกระทบ (meearai.com)

จากเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น ใช้เป็นโกดังเก็บวัสดุของเล่นเด็ก เลขที่ 88 ซ.วาณิช 1 (ตลาดสำเพ็ง) ถ.เยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นานกว่า 4 ชม. เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บจากการช็อกอากาศ 1 ราย ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ต่อมา นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ มีคำสั่งให้ปิดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว 30 วัน พร้อมประกาศเป็นเขตอันตรายห้ามเข้า ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น

อ่านข่าวเก่า(ระทึกสำเพ็ง! เพลิงไหม้อาคารพาณิชย์-ควันดำพวยพุ่ง นักท่องเที่ยว-ชาวบ้านแตกตื่น)

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อโชคชัย คณะเจริญ ผกก.สน.จักรวรรดิ และเจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารดังกล่าว และสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้

ดร.ธเนศ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุกว่า 50 ปี สามารถทนต่อความร้อนได้อย่างน้อยสุด 2 ชั่วโมง มากสุด 4-5 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงแรก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเหล็กสัมผัสกับความร้อนมากแค่ไหน ซึ่งต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบหาความร้อนที่ยังคงค้างอยู่กับตัวเหล็กและโครงสร้างอาคาร

ดร.ธเนศ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยและกองพิสูจน์หลักฐานจะเข้าไปดูว่าโครงสร้าอาคารว่าเป็นอย่างไร ถึงขั้นต้องปิดกั้นพื้นที่ห้ามเข้าเลยหรือไม่ และตรวจสอบอาคารข้างเคียงด้วยว่าสามารถเข้าไปขนย้ายสิ่งของได้หรือยัง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้เข้าไปตรวจสอบ เก็บตัวอย่างหลักฐานและภาพถ่าย นำกลับไปประมวลผลและวิเคราะห์หาสาเหตุ ใช้เวลาประมาณ 15 วัน จึงจะทราบสาเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณโดยรอบจุดเกิดเหตุยังคงมีกลิ่นเกิดจากการเผาไหม้ คละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ เนื่องจากด้านบนของตึกที่ถูกเพลิงไหม้เป็นที่เก็บเม็ดพลาสติก เครื่องหนัง นอกจากนี้คูหาข้างเคียงติดกันเป็นร้านจำหน่ายผ้า พบคนงานกำลังเก็บกวาดภายในร้านที่เต็มไปด้วยน้ำและสิ่งสกปรก ถึงแม้เพลิงจะไม่ลุกลาม แต่ก็ส่งผลกระทบคือช่วงเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้ลากท่อน้ำเข้าไปเพื่อเป็นทางผ่าน ในการฉีดน้ำสกัดเพลิง จนร้านขายผ้าได้รับความเสียหาย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_730063
เครดิต : http://meearai.com/คลี่ปมไฟไหม้สำเพ็ง-คาด-15/

คลี่ปมไฟไหม้สำเพ็ง-คาด 15 วันรู้ผล สั่งปิดพื้นที่หวั่นตึกข้างเคียงอันตราย-รับผลกระทบ (หนังสือพิมพ์ข่าวสด)

จากเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น  ใช้เป็นโกดังเก็บวัสดุของเล่นเด็ก เลขที่ 88 ซ.วาณิช 1 (ตลาดสำเพ็ง) ถ.เยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นานกว่า 4 ชม. เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บจากการช็อกอากาศ 1 ราย ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ต่อมา นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ มีคำสั่งให้ปิดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว 30 วัน พร้อมประกาศเป็นเขตอันตรายห้ามเข้า ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น

อ่านข่าวเก่า(ระทึกสำเพ็ง! เพลิงไหม้อาคารพาณิชย์-ควันดำพวยพุ่ง นักท่องเที่ยว-ชาวบ้านแตกตื่น)

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อโชคชัย คณะเจริญ ผกก.สน.จักรวรรดิ และเจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารดังกล่าว และสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้

ดร.ธเนศ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุกว่า 50 ปี สามารถทนต่อความร้อนได้อย่างน้อยสุด 2 ชั่วโมง มากสุด 4-5 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงแรก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเหล็กสัมผัสกับความร้อนมากแค่ไหน ซึ่งต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบหาความร้อนที่ยังคงค้างอยู่กับตัวเหล็กและโครงสร้างอาคาร

เครดิต : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_730063

วสท.ตรวจโครงสร้างตึกย่านสำเพ็งที่ถูกไฟไหม้ พบยังใช้การได้ ไม่เสี่ยงถล่ม (ช่อง 7 )

ข่าว 7 สี – วสท. ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ย่านสำเพ็ง พบว่าโครงสร้างยังใช้การได้ ไม่เสี่ยงถล่ม แต่เจ้าของอาคารต้องซ่อมปรับปรุงพื้นอาคารที่ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก จากเพลิงไหม้นานเกือบ 3 ชั่วโมง

ทีมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ วสท. และกองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ลงพื้นที่ตรวจพินิจ และนำเครื่องมือตรวจวัดไปทดสอบโครงสร้างอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น ในซอยวานิช 1 ย่านสำเพ็ง ถนนเยาวราช หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้จากชั้น 1 พบว่าโครงสร้าง คาน เสาของอาคารเสริมคอนกรีต ทนความร้อนจากไฟไหม้ในครั้งนี้ได้ และยังคงรูป ไม่เสี่ยงถล่ม แม้ว่าอาคารจะเก่ากว่า 50 ปี

อย่างไรก็ตาม พื้นอาคารชั้น 3 พบรอยแตกร้าวและการกะเทาะของคอนกรีต เช่นเดียวกับพื้นชั้น 4 และ 5 ที่เสียหายอย่างมาก ขอให้เจ้าของอาคารนำวิศวกรโยธามาตรวจสอบปรับปรุง ซ่อมเสริมกำลังเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

และล่าสุด เขตสัมพันธวงศ์ สั่งปิดห้ามใช้ ห้ามเข้าอาคาร 30 วัน กั้นเป็นพื้นที่อันตราย โดยเจ้าของอาคารต้องซ่อมอาคารตามหลักวิศวกรรมก่อน จึงจะเปิดใช้อาคารได้ต่อไป

สำหรับอาคารพาณิชย์ที่อยู่ข้างเคียงกับอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ วสท.ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบความเสียหาย ไฟไหม้ไปไม่ถึง จึงไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ วสท.แนะนำให้อาคารเก่าทุกหลัง ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กเป็นประจำทุก 5 ปี และปรับเปลี่ยนใหม่ กรณีที่พบจุดบกพร่องชำรุด เพื่อป้องกันไฟรั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร และอัคคีภัยด้วย

คลิกเพื่อรับชม

เครดิตโดย : http://bugaboo.tv/watch/364465/วสท.ตรวจโครงสร้างตึกย่านสำเพ็งที่ถูกไฟไหม้.html

อาคารเพลิงไหม้ย่านสำเพ็ง ชั้น3เสียหายหนัก สั่งห้าม30วันเร่งซ่อมทั้งตึก ข่าวจาก “bangkokbiznews”


จนท.วิศวกร เผยอาคารเพลิงไหม้ ย่านสำเพ็งชั้น3เสียหายหนัก ด้านผอ.เขตสั่งห้ามใช้อาคาร30วัน เร่งซ่อมทั้งตึก

จากกรณีตำรวจ สน.จักรวรรดิ รับแจ้งเหตุเพลิงลุกไหม้อาคารพาณิชย์สูง 5 ชั้น เลขที่ 88 ภายในซอยวาณิช 1 ถนนเยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ประกอบกิจการเปิดเป็นโกดังเก็บของเล่นเด็ก เพลิงได้ลุกไหม้นานเกือบ 5 ชั่วโมงจึงสงบลง ทางเจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุการเกิดไฟไหม้และประสานทางเจ้าของอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีเพลิงไหม้โกดังเก็บของเล่นเด็กรายนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 30 มกราคม นายจักรพันธ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ ผกก.สน.จักรวรรดิ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมด้วยทีมวิศวกรอาสา ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ เข้าตรวจสอบโครงสร้างของอาคารพาณิชย์ที่เกิดเพลิงไหม้เพื่อสำรวจและวิเคราะห์จุดเกิดเหตุ
ดร.ธเนศ เปิดเผยว่า สำหรับอาคารต้นเพลิงที่เกิดเหตุนั้นเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอายุกว่า 50 ปี ทนต่อความร้อนได้อย่างน้อยสุดประมาณ 2 ชั่วโมงและอย่างมากที่สุดสามารถทนต่อความร้อนได้นานถึง 4-5 ชั่วโมง

จากรายงานในเบื้องต้นนั้นทราบว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายใน 2 ชั่วโมงแรก ก่อนจะมีการปะทุขึ้นใหม่เนื่องจากวัสดุที่อยู่ในตัวอาคารทำจากพลาสติกและกระดาษเป็นจำนวนมาก โดยมีแสงเพลิงและกลุ่มควันสีดำจำนวนมากเกิดขึ้นบริเวณชั้นที่ 1 ก่อนลุกลามขึ้นสู่ด้านบนทั้งตัวอาคาร จากการเข้าตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุนั้นพบว่าชั้นที่ 3 ของตัวอาคาร บริเวณพื้นมีร่องรอยการแตกร้าวของปูนรองเหล็กเป็นจำนวนมากและยังมีหยดน้ำไหลกัดเซาะอยู่ตลอดซึ่งมีความเสี่ยงต่อการใช้พื้นที่ชั้นดังกล่าว ส่วนคานเสาทั้งหมดของตัวอาคารยังสามารถใช้งานได้ไม่มีการแตกร้าวจากความร้อน ชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 นั้นยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ ส่วนผลกระทบของตัวอาคารพาณิชย์ข้างเคียงจากกรณีไฟไหม้ครั้งนี้นั้นจากการตรวจสอบไม่พบว่าเปลวเพลิงหรือความร้อนนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตัวอาคารข้างเคียงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จะต้องทำการตรวจสอบเรื่องพื้นแต่ละชั้นของตรวจอาคารอีกครั้งหนึ่งเพื่อป้องกันการทรุดตัวของพื้นต่อไป

“ส่วนเรื่องกรณีอาคารในละแวกจุดเกิดเหตุนั้นเป็นตึกที่มีการก่อสร้างมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอยากจะประชาสัมพันธ์เจ้าของอาคารให้คอยหมั่นตรวจสอบระบบไฟทั้งหมด อาทิเช่น ระบบตัดไฟกรณีไฟฟ้าลัดวงจร สายไฟฟ้าที่ติดกับตัวอาคารว่ามีร่องรอยชำรุดหรือไม่ หากว่าพบว่าชำรุดหรือเสียหายให้รีบแจ้งผู้เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขดำเนินการให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเช่นกรณีดังกล่าวขึ้น” นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว

นายสมบัติ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานกรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้ปิดตัวอาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ระยะเวลา 30 วัน เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและทำการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จพร้อมกับประกาศเป็นพื้นที่อันตรายห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในจุดเกิดเหตุ ส่วนกรณีที่เจ้าของอาคารจะเข้าไปเพื่อตรวจสอบหรือเก็บทรัพย์สินออกมาจากตัวอาคารนั้นจะต้องทำเรื่องส่งมายังสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์และประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปกำกับดูแลอีกครั้งหนึ่ง

ทาง พ.ต.ท.สุริยเมศศ์ ภักดีวิวัฒน์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.จักรวรรดิ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้ทำการเชิญนางณปภัช จุฬาเลิศมณี อายุ 43 ปี เจ้าของอาคารต้นเพลิง มาทำการสอบปากคำแล้วโดยทราบว่าตัวอาคารดังกล่าวนั้นได้ทำเป็นโกดังไว้สำหรับเก็บสินค้าประเภทกิ๊ฟช็อปหรือของเล่นเด็ก ส่วนในช่วงเวลาเกิดเหตุนั้นไม่มีการเปิดใช้ตัวอาคารดังกล่าวเนื่องจากว่าเป็นวันหยุดทำการ โดยปกติถ้าในวันทำการก็จะเปิดโกดังเพื่อนำของบางส่วนไปขายยังร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับจุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ได้สอบปากคำพยานแวดล้อมที่อยู่ในละแวกที่เกิดเหตุไปแล้ว ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้และการประเมินค่าความเสียหายนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ อย่างไรก็ตามจะเชิญทางเจ้าของอาคารมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งและต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

รับชม